Deadly Duo: เชียร์เรอร์ - ซัตตัน "คู่หูดับเบิ้ลเอส" ที่ยิงระเบิดจนพาแบล็คเบิร์นสร้างปาฏิหาริย์

Maruak Tanniyom

Deadly Duo: เชียร์เรอร์ - ซัตตัน "คู่หูดับเบิ้ลเอส" ที่ยิงระเบิดจนพาแบล็คเบิร์นสร้างปาฏิหาริย์   image

สำหรับแฟนบอลยุคนี้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อาจจะไม่ได้เป็นชื่อคุ้นหู ทว่าหากย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1990s นี่คือทีมที่ครั้งหนึ่งเคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 

หนึ่งในกุญแจความสำเร็จของพวกเขาคือ “คู่หูดับเบิ้ลเอส” คริส ซัตตัน และ อลัน เชียร์เรอร์ ที่กลายเป็นฝันร้ายของแนวรับในยุคนั้น 

พวกเขายอดเยี่ยมอย่างไร ติดตามไปพร้อมกัน 

คู่หู SAS 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกำเนิดขึ้นของหนึ่งในคู่กองหน้าที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกคู่นี้ไม่ใช่มาจากความบังเอิญ แต่เป็นความทะเยอทะยานและความตั้งใจของ แจ็ค วอล์คเกอร์ อดีตเจ้าของทีม แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ผู้ล่วงลับ

หลังเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรเต็มตัวในปี 1991  วอล์คเกอร์ มีเป้าหมายสำคัญ นั่นคือพาทีมที่เขารักล้ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังเริ่มสร้างยุคสมัยให้ได้

แบล็คเบิร์น ของเขาเริ่มต้นได้ดีในปี 1992 ด้วยการตัดหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัว อลัน เชียร์เรอร์ มาจาก เซาแธมป์ตัน ด้วยค่าตัว 3.6 ล้านปอนด์ สูงสุดของเกาะอังกฤษ แต่น่าเสียดายที่ 16 ประตูในพรีเมียร์ลีกของกัปตันทีมชาติอังกฤษในอนาคต ทำให้ทีมจบแค่อันดับ 4 ของตาราง 

แม้ว่าในฤดูกาลต่อมา เชียร์เรอร์ จะยิงถึง 31 ประตู คว้ารองดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก แต่เขาก็ไม่มีตัวแบ่งเบาภาระในแดนหน้า หลังทีมยิงไปแค่ 63 ประตูตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งที่ทีมจบในตำแหน่งรองแชมป์ของลีก 

นั่นทำให้ปี 1994 วอล์คเกอร์ ยอมควักกระเป๋าทุ่มเงินสูงถึง 5 ล้านปอนด์ ซึ่งทำลายสถิติแดนผู้ดีอีกครั้ง คว้าตัว คริส ซัตตัน ดาวยิงจาก นอริช ซิตี้ ที่ซัดไป 25 ในฤดูกาลก่อน 

และการเข้ามาของ ซัตตัน ก็ช่วยยกระดับทีมได้อย่างน่าสนใจ ตามหน้ากระดาษ เขาถูกวางให้เป็นกองหน้าคู่กับ เชียร์เรอร์ ในระบบ 4-4-2 แต่ในรายละเอียดมันมีมากกว่านั้น 

ในแทคติกของ เคนนี ดัชกลิช บอลจะถูกลำเลียงไปแดนหน้าให้เร็วที่สุดผ่าน ทิม เชอร์วูด แล้วจ่ายออกปีก เพื่อเปิดเข้ามาในให้ เชียร์เรอร์ หรือ ซัตตัน ทำประตู 

“จ่ายบอลไปที่ ทิม เชอร์วูด หรือกองกลางคนอื่นยืนอยู่ หรือกองหลังที่สามารถพาบอลผ่านฟูลแบ็คได้ พยายามให้ทีมเข้าไปอยู่ในแดนคู่แข่ง นั่นทำให้เราเล่นในฝั่งของเราได้ง่าย” เชียร์เรอร์ อธิบาย

“นั่นทำให้เรามีพื้นที่ และทำให้ปีกจองเราได้บอลแล้วเปิดเข้าไปในกรอบเขตโทษได้” 

มันทำให้ทั้งคู่ทำประตูจากลูกโหม่งรวมกันถึง 15 ประตู โดย เชียร์เรอร์ คือเบอร์ 1 ในการเล่นลูกกลางอากาศ หลังใช้หัวทำประตูไปถึง 7 ลูก ส่วนรองลงมาคือ ซัตตัน 4 ลูก 

“ปีกทั้งสองข้างมีส่วนสำคัญมาก งานของพวกเขาคือเปิดบอลเข้ามา” ซัตตันกล่าว

“สจ๊วต ริปลีย์ และ เจสัน วิลค็อกซ์ ไม่ได้แค่เล่นเกมรุก แต่ยังต้องช่วยเกมรับ การช่วยเหลือของพวกเขามันเยี่ยมมาก”

อย่างไรก็ดี ทั้ง ซัตตัน และ เชียร์เรอร์ ไม่ได้ยืนค้ำในแดนหน้าเพื่อรอโหม่งบอลเพียงอย่างเดียว แต่ ดัชกลิช ยังให้พวกเขาสลับกันยืนต่ำ เพื่อช่วยตัดบอลที่แนวรับคู่แข่งจ่ายเข้ามาตรงกลาง รวมถึงจ่ายบอลให้คู่หูทำประตู 

และนั่นก็ทำให้พวกเขากลายเป็นคู่ศูนย์หน้า ที่ช่วยกันทำประตูใน 1 ฤดูกาล มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกในขณะนั้น ด้วยจำนวนรวม 13 ประตู 

โดย เชียร์เรอร์ เป็นฝ่ายจ่ายให้ ซัตตัน 6 ครั้ง ขณะที่อดีตกองหน้า นอริช ตอบแทนกลับมาที่ 7 ครั้ง ก่อนที่สถิตินี้จะอยู่ยืนยงมาเกือบ 26 ปี ก่อนจะมาถูกทำลายจากน้ำมือของ แฮร์รี เคน และ ซน ฮึงมิน ในฤดูกาล 2020/21 (14 ประตู) 

เบ็ดเสร็จฤดูกาล 1994/95 เชียร์เรอร์ ระเบิดฟอร์ม ซัดไปถึง 34 ประตูกับอีก 13 แอสซิสต์ ส่วน ซัตตัน ก็ไม่น้อยหน้า ยิงไป 15 ประตูกับอีก 12 แอสซิสต์ พา แบล็คเบิร์น คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ด้วยคะแนนมากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ดเพียงแต้มเดียว 

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุข ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ เชียร์เรอร์ และ ซัตตัน  ได้มีโอกาสจับคู่กันต่ออีกแค่ฤดูกาลเดียว แถม ซัตตัน ยังได้รับบาดเจ็บในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และได้ลงเล่นไปเพียงแค่ 12 เกมเท่านั้น

จนกระทั่งในฤดูกาล 1996/97 ตำนาน SAS ก็ต้องปิดฉากลง เมื่อ เชียร์เรอร์ ย้ายไปเล่นให้ นิวคาสเซิล ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ก่อนที่ ซัตตัน จะย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในฤดูกาลต่อมา 

และหลังจาก แบล็คเบิร์น ต้องร่วงตกชั้นในฤดูกาล 1998/99 พวกเขาก็ไม่ได้กลับมาเป็นทีมแถวหน้าอีกเลย และเคยกระเด็นไปไกลถึงลีกวันในฤดูกาล 2017/18 ก่อนจะเป็นแค่เพียงทีมกลางตารางในลีกรองของอังกฤษในปัจจุบัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

Editorial Team