ในยามที่ไม่เหลือความหวัง คนเราสามารถทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย รวมไปถึงการใช้ไสยศาสตร์เล่นงานคู่แข่ง
เช่นกันกับทีมชาติออสเตรเลีย ที่ครั้งหนึ่งเคยพึ่งหมอผี เพื่อไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่ดันไปชักดาบค่าจ้าง จนทำให้คำสาปย้อนเข้าตัว
เรื่องราวเป็นอย่างไร ติดตามไปพร้อมกัน
คำสาป 30 ปี
ออสเตรเลีย ถือเป็นชาติที่ชื่นชอบในการเล่นฟุตบอล หลังได้รับอิทธิพลจากประเทศแม่อย่างสหราชอาณาจักร ผ่านผู้อพยพมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1880s
และด้วยความที่วัฒนธรรมฟุตบอลฝังรากลึก ทำให้หลังเข้าเป็นสมาชิกฟีฟ่าในปี 1956 เป้าหมายของพวกเขาคือการเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย แต่ก็พลาดไปในปี 1966
จนกระทั่งใน ฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก ขุนพล “ซ็อคเกอร์รูส์” ก็มีความหวัง เมื่อสามารถทะลุเข้ามาเล่นในรอบ 2 ของรอบคัดเลือก
รอบนี้ พวกเขาต้องบุกไปเยือน โรดีเชีย หรือ โมซัมบิก ในปัจจุบัน โดยจะเตะกันแบบ 2 นัด ใครมีคะแนนมากที่สุด ก็จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบต่อไป
ตอนนั้น ออสเตรเลีย มีชื่อชั้นที่เหนือกว่า และถูกมองว่าแค่ลงเล่นเป็นพิธีเท่านั้น ทว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อทั้งสองเกมจบลงด้วยผลเสมอ จนทำให้ต้องเตะรอบเพลย์ออฟ เพื่อชี้ขาด
ด้วยผลดังกล่าว ทำให้ก่อนเกมเพลย์ออฟ นักข่าวท้องถิ่นได้แนะนำให้ ออสเตรเลีย ใช้ไสยศาสตร์ ด้วยการให้หมอผีทำพิธีสาปแช่งทีมชาติโรดีเชีย
นักข่าวยืนยันว่านี่เป็นเรื่องปกติในประเทศของเขา และรับประกันว่าจะไม่เกิดผลเสียใดอย่างแน่นอน ทำให้สุดท้ายนักเตะทีมชาติออสเตรเลียทั้งทีม จึงเดินทางไปพบหมอผี
ในคืนวันนั้นหมอผีก็เริ่มทำพิธีด้วยการไปที่สนามลอเรนโซ มาเกวส สังเวียนนัดเพลย์ออฟ แล้วฝังกระดูกลงไปใกล้กับเสาของประตู จากนั้นจึงร่ายคาถาสาปแช่งทีมชาติโรชีเดีย

และเหมือนจะได้ผล เมื่อในเกมเพลย์ออฟ ออสเตรเลียเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 3-1 แต่ปัญหาก็คือหลังจากแข่งจบ พวกเขากลับประเทศทันที โดยไม่ได้จ่ายค่าทำพิธี ซึ่งคิดเป็นเงินราว 1,000 ดอลลาร์ฯ หรือราว 31,000 บาท
รายงานระบุว่าไม่แน่ชัดว่าทีมชาติออสเตรเลีย ไม่อยากจ่าย หรือหาวิธีจ่ายเงินไม่ได้ แต่นั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำสาป ที่ย้อนเข้าตัวพวกเขาเอง
“ตั้งแต่วันนั้น เขาก็สาปแช่งพวกเรา และทุกอย่างในทีมก็ผิดเพี้ยนไปหมด” จอห์นนี วอร์เรน กัปตันทีมชาติออสเตรเลียในชุดนั้นกล่าว
เริ่มจากฟุตบอลโลก 1970 ที่พวกเขาต้องอกหักในรอบตัดสิน ด้วยการพ่ายต่อ อิสราเอล และแม้ว่า ออสเตรเลีย จะได้เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในปี 1974 แต่นั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายในรอบ 30 ปี
เพราะนับตั้งแต่ปี 1978 ออสเตรเลีย ก็ไม่เคยได้ไปโชว์ฝีเท้าให้โลกได้เห็นเลยสักครั้ง แถมยังเป็นการพ่ายแพ้ในรอบตัดสินหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงการเสมอกับ อิหร่าน 2-2 ในบ้านตัวเอง จนชวดไปเล่นฟุตบอลโลก 1998
“ตอนที่ ออสเตรเลีย เล่นกับ อิหร่านที่ เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์ มันเป็นคืนที่ชาวออสเตรเลียลืมไม่ลง นั่นเป็นเกมของออสเตรเลีย และเราก็ชนะไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง นั่นคือเพราะหมอผี” วอร์เรน ที่ต่อมาเป็นตำนานของ ออสเตรเลีย อธิบาย
“วิธีการเล่นในเกมนั้นมันคือการทำลายตัวเอง เราเล่นพลาดเองหลายต่อหลายครั้ง เราแพ้ภัยตัวเอง และคุณก็จะคิดว่า ‘เจ้าหมอผี คำสาปยังมีผลอยู่สินะ’”
นั่นทำให้พวกเขาต้องหาวิธีถอนคำสาป
ผู้กอบกู้?
ในตอนที่ จอห์น ซาฟราน ได้ยินเรื่องตำสาปนี้เป็นครั้งแรก คือตอนที่เขาได้อ่าน Sheilas, Wogs and Poofters หนังสืออัตชีวประวัติของ วอร์เรน
อันที่จริงเขามีความสนใจในเรื่องนี้ หลังมีรายการ John Safran vs God สารคดี ที่เน้นเรื่องลี้ลับ และความเชื่อ ซึ่งออกอากาศเป็นจำนวน 8 ตอน ทางช่อง SBS ของออสเตรเลีย
“เราคิดว่า ‘โอ้พระเจ้า มันมีคำสาปอยู่กับทีมชาติออสเตรเลีย มันจะเป็นอย่างไร ถ้าผมไปที่นั่นและแก้คำสาป” ซาฟราน กล่าว
เขาเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ วอร์เรน และมั่นใจว่าแข้งอดีตทีมชาติออสเตรเลียคนนี้เชื่อในเรื่องคำสาปแบบไม่มีข้อสงสัย
“เขาเชื่อในเรื่องนี้อย่างจริงจัง มันทำให้เขารู้สึกสับสนและลำบากใจ” ซาฟราน กล่าวต่อ
ซาฟราน และทีมจึงตัดสินใจเดินทางไป โมซัมบิก และได้พบกับหมอผีคู่หนึ่งที่ชื่อว่า เปาลินโญ และ มิเรียม
เปาลินโญ เข้าทรงและบอกว่ามีวิญญาณที่ตายมานานที่สนามที่ทีมชาติออสเตรเลีย คว้าชัยเหนือ โรดีเชีย เมื่อปี 1969 เป็นผู้สาปแช่งคำสาปนี้ เขาต้องทำพิธีถอนคำสาป และเอาเลือดไก่มาทาตัว ซาฟราน ด้วย
หลังพิธีถอนคำสาปเสร็จสิ้น ซาฟราน เดินทางกลับออสเตรเลีย แล้วจึงพา วอร์เรน ไปสนามโอลิมปิก สเตเดียม ที่ซิดนีย์ เพื่อทำพิธีขั้นต่อไป ด้วยการเอาดินเหนียวปลุกเสก ที่หมอผีมอบให้มาทาตัว

อย่างไรก็ดี วอร์เรน อยู่ไม่ทันเห็นผลของการแก้คำสาป เมื่อเขาต้องจากโลกไปในปี 2004 ก่อนที่อีก 1 ต่อมา ออสเตรเลีย จะทำลายอาถรรพ์ ด้วยการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี
หลังเกมชนะ อุรุกวัย ในการดวลจุดโทษด้วยสกอร์ 4-2 นอกจากผลงานของนักเตะแล้ว เครก ฟอสเตอร์ อดีตแข้งทีมชาติออสเตรเลีย ที่ทำหน้าที่คอมเมนเตเตอร์ทางช่อง SBS ยังได้กล่าวขอบคุณ ซาฟราน อีกด้วย
“มันเป็นสิ่งที่ผมลืมไปแล้ว” ซาฟราน กล่าว
“เช้าในวันนั้น ผมตื่นมาพร้อมกับกล่องอีเมลที่ระเบิด ออสเตรเลียผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก (ในรอบ 32 ปี) และทุกคนก็มาขอบคุณผมและพูดว่า ‘คุณทำสำเร็จ’”
อย่างไรก็ดี บางทีคำสาปนั้น อาจจะไม่มีตั้งแต่แรก
เรื่องกุ
แม้จะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลายในออสเตรเลีย แต่ รอย เฮย์ นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ด้านฟุตบอล ก็สงสัยในเรื่องนี้ จึงได้เข้าไปคุยกับนักเตะทีมชาติออสเตรเลียในชุดนั้น รวมถึง รอน คอร์รี, เรย์ บาร์ตส์ และ บิลลี โวจ์เท็ค
ทั้งสามพูดตรงกันว่า มันไม่ได้มีเรื่องหมอผี หรือพิธีสาปแช่งอะไรเลยตอนไปโมซัมบิก ขณะที่ เฮย์ ก็เสริมว่า แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่อยนี้เลย จนกระทั่งหนังสือของ วอร์เรน ถูกตีพิมพ์
แล้วถ้าอย่างนั้น จุดเริ่มต้นของเรื่องเหล่าเกี่ยวกับคำสาปนี้มีต้นตอมาจากไหน?
เฮย์ บอกว่าหลังจากได้คุยกับอดีตแข้งซ็อคเกอร์รูส์ทั้งสาม ดูเหมือนว่าเรื่องเล่านี้จะมาจากสมาชิกทีมชาติออสเตรเลีย 2 คน
“คนที่ดูจะเป็นคนร้ายมากที่สุดคือ ทอม แพทริค ที่เดินทางไปเวียดนามกับทีมในปี 1967 และ โมซัมบิก กับ อิสราเอล ในปี ‘69 และ ด็อกเตอร์ ไบรอัน คอร์ริงแกน แพทย์ประจำทีม” เฮย์ กล่าว
“ทั้งคู่ชอบเล่นอะไรแผลงๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พวกเขามักจะเป็นต้นตอเสมอ”
“อันที่จริงก่อนหน้านั้นผู้รักษาประตูคู่แข่งเล่นได้ดีมาก ดังนั้นเรื่อง (ที่พาทริค และ คอร์ริงแกน) แต่งขึ้นก็คือพวกเขาไปหาหมอผีมาทำพิธีสาปแช่งโกล จากนั้นเขาก็เล่นแย่ลง และถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมที่ 3 หลังได้รับบาดเจ็บ”
“ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในการแกล้งกันของพวกเขา มันสมเหตุสมผลสำหรับผม ที่ พาทริค และ คอร์ริงแกน จะทำอะไรแบบนั้น เพื่อสร้างเรื่องคำสาป และแน่นอนต่อมา จอห์นนี ก็เอามาเล่นต่อในหนังสือ”

“มันอาจจะไม่ตรงกับบริบทที่เกิดขึ้น แต่มันทำให้เขาสามารถอธิบายความแพ่ายแพ้ทุกครั้งของ ออสเตรเลีย ไปจนเขาเสียชีวิตว่ามันเป็นผลจากคำสาป”
เฮย์ ให้เหตุผลว่าที่ออสเตรเลีย ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในนัดตัดสินอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากพวกเขาต้องผ่านคู่แข่งที่ง่ายในรอบทวีป เมื่อมาเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าแบบก้าวกระโดด จึงรับมือได้ไม่ทัน
“เราผ่านรอบคัดเลือกในโอเชียเนีย ซึ่งมันค่อนข้างง่าย และหลังจากนั้นเราต้องมาเจอทีมที่แข็งแกร่งจากเอเชีย และอเมริกาใต้เป็นส่วนใหญ่” เฮย์ อธิบาย
“ทีมเหล่านั้น เคยเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับโลกมาหลายครั้ง แต่เราเอาชนะ นิวซีแลนด์ และทีมในหมู่เกาะแปซิฟิก จากนั้นก็มาเจอพวกเขา”
และมันก็ตรงกับที่ เฮย์ บอกไว้ เพราะหลังจาก ออสเตรเลีย ย้ายไปอยู่โซนเอเชีย ที่ทำให้ต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้น พวกเขาก็สามารถคว้าโควต้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้ทุกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2006
มันไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่เป็นเพราะการได้ลงเล่นในเกมระดับสูงมากขึ้น ที่ทำให้พวกเขาได้ลับฝีเท้า และเพิ่มพูนทักษะจนแข็งแกร่ง และกลายเป็นขาประจำในฟุตบอลโลกในเวลาต่อมา
บทความที่เกี่ยวข้อง
ความภูมิใจของบ้าน! พ่อยิ้มไม่หุบ พี่สาวน้ำตาแตก เมื่อเห็น ชาคีล ฟาน เพอร์ซี ตีลังกายิงสุดสวย
Curse Beyond The Pitch: คำสาปแมวดำ ราซิ่งคลับ ที่ทำให้พวกเขาตกชั้นและล้มละลาย
เฟเยนูร์ด เล่นใหญ่เปิดตัวแข้งใหม่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ กลางงานเทศกาลประจำปี