ตลอดช่วงชีวิตในสมัยที่ยังค้าแข้ง 'แดร์ ไกเซอร์' ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา
โดยเฉพาะในบทบาทที่เราเรียกกันว่า "ลิเบโร" ผู้เล่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในเกมรับ และยังคอยเข้ามาเสริมเกมรุกได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ดี เบคเคนบาวเออร์ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตค้าแข้งด้วยตำแหน่งนี้ และที่สำคัญกว่านั้น เขาไม่ใช่คนคิดค้นและไม่ใช่คนแรกที่ยืนในตำแหน่งลิเบโรในประวัติศาสตร์ฟุตบอลด้วยซ้ำ
เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร ติดตามที่นี่
จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของตำแหน่งลิเบโร
จากข้อมูลของเว็บไซต์ The Coaches' Voice ซึ่งเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแท็กติกและแผนการเล่นในวงการฟุตบอลเป็นหลัก ระบุว่าคำว่าลิเบโร เป็นภาษาอิตาลี แปลว่าอิสระ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ในยุค 1930s ในฟุตบอลภายในประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะมาปรับใช้ในเกมทีมชาติ
ต่อมาในช่วงปี 1960s วงการฟุตบอลอิตาลีก็นำไอเดียนี้มาปรับใช้ โดยจะมีกองหลังหนึ่งคนเข้ามายืนอยู่หลังผู้เล่นเกมรับที่คอยเก็บตกบอลที่หลุดมาจากคู่แข่ง เป็นระบบที่ทำให้เกมรับเหนียวแน่นยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของเกมสวนกลับ
กล่าวคือตำแหน่งที่เราเรียกกันว่าลิเบโร หรือสวีปเปอร์ ในแวดวงฟุตบอลอังกฤษ นั้นถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ก่อนฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ จะลืมตาขึ้นมาดูโลกถึงราวๆ 10 ปี และก่อนที่เขาจะสร้างชื่อในตำแหน่งนี้ มันก็ไม่ใช่สิ่งใหม่และถูกใช้ในหลายประเทศอยู่แล้ว

ตำแหน่งแรกเริ่มของ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์
ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ บาเยิร์น มิวนิค ได้ทำการบันทึกประวัติของ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ โดยเปิดเผยว่าตำแหน่งแรกเริ่มจริงๆ สมัยเริ่มต้นชีวิตค้าแข้งของ แดร์ ไกเซอร์ นั้นคือนักเตะในตำแหน่งปีก
เบคเคนบาวเออร์เป็นนักเตะที่มีศักยภาพทางร่างกายยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ตอนยังเด็ก และเป็นผู้เล่นเกมรุกตอนเริ่มต้นชีวิตค้าแข้งสมัยเยาวชนกับ SC 1906 München และยังคงเล่นในตำแหน่งนี้ตอนเป็นนักเตะเยาวชนของทีมเสือใต้
แม้กระทั่งในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966 ที่เยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อังกฤษไป 4-2 ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ก็ยังลงเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่ลิเบโรอย่างที่หลายคนเข้าใจ ตามที่ AP บอกเอาไว้ และยังเล่นอยู่ในตำแหน่งนั้นอีกหลายต่อหลายครั้ง
"เขาเป็นกองกลางคนสำคัญที่เล่นอยู่ข้างหลัง และเขาทำให้ทุกอย่างดูง่ายมาก" พอล แลมเบิร์ต อดีตนักเตะโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชุดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 1997 เคยกล่าวเอาไว้ทาง BBC “เขาใส่สูทเล่นบอลได้เลยแทบจะตลอดเวลา"
ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า
แม้จะไม่ใช่คนคิดค้น และไม่ได้เริ่มต้นการเป็นนักเตะด้วยลิเบโร แต่ที่วงการฟุตบอลยกย่องให้เขาคือนิยามของผู้เล่นในตำแหน่งนี้ เป็นเพราะว่าเขาคือคนที่ดีที่สุด
หลังจากค้าแข้งไปได้สักระยะหนึ่ง ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ก็เริ่มตระหนักว่าบทบาทที่สำคัญที่สุดในเกมฟุตบอลในความคิดของเขา ไม่ใช่ทั้งกองหน้าหรือกองกลาง แต่ว่าเป็นกองหลัง
"ผมไม่ชอบกองกลาง ในตอนนั้นระบบการประกบตัวยังต้องพัฒนาอีกมาก ผมไม่ใช่ให้ใครมาวิ่งอยู่ข้างหลังผมตลอด 90 นาที มาคอยแย่งบอลจากส้นเท้าผม นั่นไม่ใช่ไอเดียฟุตบอลของผม" เบคเคนบาวเออร์ เคยกล่าวเอาไว้ตอนปิดฉากชีวิตค้าแข้ง
นั่นคือเหตุผลที่เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาก็ยิ่งขยับถอยลงไปข้างหลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปอยู่เป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะถึงผู้รักษาประตู

และเมื่อเขาไปยืนอยู่ข้างหลังสุด นั่นคือวันที่เปลี่ยนโฉมของวงการฟุตบอลอย่างแท้จริง เมื่อคุณสมบัติทุกอย่างในตัวเบคเคนบาวเออร์ ทำให้คำว่าลิเบโรกลายเป็นบทบาทที่พิเศษในสนาม
ศักยภาพทางร่างกายที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาสามารถตามเก็บตกลูกที่กองหลังเพื่อนร่วมทีมทำหลุดมาได้แทบทุกลูก วิสัยทัศน์ในการอ่านเกมและการจ่ายบอลที่แม่นยำทำให้เขาเป็นคนที่เปิดบอลยาวเพื่อเริ่มต้นเกมสวนกลับได้ดีกว่าคนอื่นๆ และความสามารถในการครองบอลทำให้เขากลายเป็นจุดเริ่มต้นในเกมรุกได้อย่างไม่มีที่ติ
และที่สำคัญที่สุด ทักษะความเป็นผู้นำของเขาทำให้เขากลายเป็นผู้สั่งการที่คอยควบคุมผู้เล่นทั้งสนาม และนั่นคือวันที่เขากลายเป็นอุดมคติของกองหลังทุกคนหลังจากนั้น
ความฝันของผู้เล่นเกมรับ
เจมี คาร์ราเกอร์ อดีตนักเตะลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ เล่าให้ผ่านทาง X ว่า ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ คือนักเตะต่างชาติคนแรกที่เขารู้จัก ตั้งแต่สมัยเริ่มเล่นฟุตบอลใหม่ๆ
"ตอนที่เป็นเด็ก เขาคือนักเตะต่างชาติคนแรกที่ผมเคยได้ยินชื่อ" คาร์ราเกอร์กล่าว "นั่นเป็นเพราะไม่ว่านักเตะคนใดพยายามจะเปิดเกมจากทางด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพหรือสมัครเล่น ผมจะได้ยินเสมอว่า เขาคิดว่าเขาคือเบคเคนบาวเออร์"
นั่นคือหลักฐานที่ดีที่สุดแล้วว่าเบคเคนบาวเออร์ยิ่งใหญ่แค่ไหนกับบทบาทนี้

ความสำเร็จอื่นของ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ นอกจากการเป็นนักเตะ
นอกจากความสำเร็จมากมายนับไม่ถ้วนในสมัยเป็นนักเตะ ไล่ตั้งแต่เป็นนักเตะบัลลงดอร์ 2 สมัย, ได้แชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัย (บาเยิร์น มิวนิค 4 สมัย และฮัมบูร์กอีก 1 สมัย), เดเอฟเบ โพคาล 4 สมัย, ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัย และคัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ยังเป็นหนึ่งในสามคนบนโลกจนถึงปัจจุบัน ที่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลกทั้งสมัยเป็นนักเตะและโค้ช ร่วมกับ มาริโอ ซากัลโล และดิดิเยร์ เดส์ชองส์
หลังจากนั้น เขากลับไปคุมทีมในระดับสโมสร ได้แชมป์ลีกเอิงกับโอลิมปิก มาร์กเซย 1 สมัย และแชมป์บุนเดสลีกา รวมถึงยูฟ่า คัพ อีกอย่างละ 1 สมัย กับการคุมทีมบาเยิร์น มิวนิค
แม้กระทั่งในบทบาทผู้บริหาร เขาก็ยังมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และยาวนานในยุคที่เขาเป็นประธานสโมสร รวมถึงเมื่อตอนที่ได้รับหน้าที่เป็นรองนายกสมาคมฟุตบอลเยอรมัน เขายังมีบทบาทสำคัญในการทำให้เยอรมันได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2006
และทั้งหมดนั้นคือความยิ่งใหญ่ของ แดร์ ไกเซอร์ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ชายผู้เลือกจะเดินถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า ซึ่งจากเราไปแล้วในวัย 78 ปี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2024 ที่ผ่านมา

บทความที่เกี่ยวข้อง
มิโตมะผู้ฆ่ายักษ์: เมื่อทีมมหา‘ลัย ล้มสโมสรเจลีก ในถ้วยเอฟเอ คัพญี่ปุ่น
ซัดไปเกินค่อนทีม: สโมสรดัตช์ทุบสถิติเปลี่ยนสำรอง 8 คนในเกมเดียว
แมดดิสันพูดกับซน ฮึง-มินตอนซ้อมวันสุดท้าย "ฉันอยากอยู่ข้างนายให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้"