บทเรียนจากทีมตกชั้น : ลีดส์, เบิร์นลีย์, ซันเดอร์แลนด์ ต้องทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า ?

Maruak Tanniyom

บทเรียนจากทีมตกชั้น : ลีดส์, เบิร์นลีย์, ซันเดอร์แลนด์ ต้องทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า ?  image

เหลืออีกไม่กี่เดือน พรีเมียร์ลีก 2025-2026 ก็จะเปิดฉากขึ้นแล้ว ซึ่งฤดูกาลนี้ลีกสูงสุดแดนผู้ดีก็ได้น้องใหม่ หน้าเก่ามาร่วมชิงชัย ได้แก่ ลีดส์, เบิร์นลีย์ และ ซันเดอร์แลนด์ 

อย่างไรก็ดี สำหรับอาจจะภารกิจที่ค่อนข้างโหดหินสำหรับพวกเขาในการอยู่รอด เพราะเหล่ารุ่นพี่ทั้ง 2 ฤดูกาลก่อนรวมถึงฤดูกาลที่แล้ว ล้วนตกชั้นกลับลงไปเล่นในเดอะ แชมเปียนชิพ ครบทั้ง 3 ทีม 

พวกต้องทำอย่างไรในภารกิจสุดท้าทายนี้ และนี่คือบทเรียนจากผู้ที่เจ็บมาก่อน ติดตามไปพร้อมกัน

โค้ชต้องเก๋าพอ 

เลสเตอร์, อิปสวิช และ เซาแธมป์ตัน ต้องร่วงตกชั้นไปพร้อมกับสถิติที่พวกเขาไม่อยากจดจำ นั่นคือการเป็น 3 ทีมท้ายตารางที่เก็บแต้มได้น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยแต้มรวม 59 คะแนน ทำลายสถิติ เชฟฯ ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์ และ ลูตัน ที่ทำได้ 66 คะแนนเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน 

นอกจากนี้ พวกเขาทั้ง 3 ทีม ยังตกชั้นแบบไม่มีลุ้น ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันอยู่ในมือถึง 4 เกม เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แถมทีมที่เคยมีแต้มสูงสุดใน เดอะ แชมเปียนชิพ ฤดูกาลก่อนอย่าง เลสเตอร์ ยังมีแต้มห่างจากโซนปลอดภัยถึง 17 คะแนน 

นี่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างลีกสูงสุด และลีกรองของอังกฤษได้เป็นอย่างดี ที่จะเป็นงานสุดท้าทายสำหรับ ลีดส์, เบิร์นลีย์ และ ซันเดอร์แลนด์ 3 ทีมน้องใหม่หน้าเก่าที่จะขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้ - พวกเขาต้องทำอย่างไร ถึงจะเอาตัวรอดจากภารกิจที่โหดหินนี้ไปได้?  

อย่างแรกที่ต้องโฟกัสก็คือโค้ช ที่ต้องเป็นคนที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นจากตอน เดอะ แชมเปียนชิพ ให้เข้ากับพรีเมียร์ลีกได้จริง 

Whoscored เว็บไซต์ฟุตบอลชื่อดังระบุว่า ในตอนเล่นลีกรอง เซาแธมป์ตัน ถือเป็นทีมที่ครองบอลได้เหนือกว่าคู่แข่งมากที่สุดในลีก (65.6%) ทว่า เมื่อขึ้นมาในพรีเมียร์ลีก รัสเซล มาร์ติน กุนซือของทีมกลับไม่เปลี่ยนวิธีการเล่น คือยังเน้นให้ทีมครองเกมและเปิดเกมบุกอย่างเต็มที่ 

ผลที่ตามมาก็คือ เซาแธมป์ตัน กลายเป็นทีมที่เสียประตูจากการผ่านบอลหน้าปากประตูเพื่อเซ็ตเกมไปจำนวนไม่น้อย ที่ทำให้ นักบุญ คว้าชัยได้เพียงแค่นัดเดียว และแพ้ไปถึง 13 เกม จาก 16 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก รวมทั้งเสียไปถึง 36 ประตู และยิงได้แค่ 11 ประตู 

แม้ว่าพวกเขาจะแต่งตั้ง อิวาน ยูริค ที่มีสไตล์ตรงข้ามกับ มาร์ติน อย่างชัดเจน กลับทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะวิธีการเล่นที่ต่างออกไป ก็ทำให้ความเข้าใจของทีมสับสน ส่งผลให้ เซาแธมป์ตัน เก็บแต้มเฉลี่ยได้เพียง 0.29 แต้มต่อนัด และเป็นหนึ่งในสถิติที่แย่ที่สุดในพรีเมียร์ลีก 

ขณะที่ เลสเตอร์ ก็อาจเป็นตัวอย่างของการตั้งโค้ชที่ไม่ถูกคน พวกเขาอาจจะจำใจต้องเสีย เอนโซ มาเรสกา ไปให้ เชลซี แต่การแต่งตั้ง สตีฟ คูเปอร์ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีขณะนั้น 

เพราะ คูเปอร์ คนนี้ คือคนที่ไม่ได้มีผลงานที่ดีนักตอนคุม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่แม้จะเคยพาทีมรอดตกชั้น แต่ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล แถมผลงานของ เจ้าป่า ในฤดูกาลนี้ ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความห่างชั้น ระหว่างกุนซือระดับพรีเมียร์ลีก กับ เดอะ แชมเปียนชิพ อีกด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งตั้ง รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่ยังถือว่าประสบการณ์น้อยสำหรับการคุมทีมระดับพรีเมียร์ลีก ก็ยังเป็นทางเลือกที่ผิดพลาด เพราะนอกจากจะไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้แล้ว กุนซือชาวดัตช์ ยังพา เลสเตอร์ แพ้ในบ้าน 8 เกมรวด โดยที่ยิงไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว 

สถานการณ์นี้คล้ายกับ อิปสวิช ที่มี คีแรน แม็คเคนนา เป็นหัวเรือใหญ่ ที่แม้ว่าเขาจะเป็นกุนซือของทีมน้องใหม่คนเดียว ที่อยู่จนจบฤดูกาล แต่ ม้าขาว ก็ไม่มีผลงานอะไรที่น่าจดจำ และตกชั้นลงไปในตำแหน่งรองบ๊วยของลีก 

หัวใจในแนวรับ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในปัจจัยในการอยู่รอดสำหรับทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมา คือเกมรับที่เหนียวแน่น เนื่องจากต้องเผชิญกับตัวรุกที่เขี้ยวลากดินกว่าในเดอะ แชมเปียนชิพ ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือผู้เล่นในแนวรับที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก ซึ่ง เลสเตอร์, อิปสวิช และ เซาแธมป์ตัน ก็ต่างขาดแคลนในสิ่งนี้ 

อย่าง เซาแธมป์ตัน แม้ว่าพวกเขาจะทุ่มเงินไปไม่น้อยกว่า 20 ล้าน ในการคว้าตัว เทย์เลอร์ ฮาร์วูด-เบลลิส จาก แมนฯ ซิตี้ มาร่วมทีมเป็นการถาวร แต่นักเตะรายนี้กลับไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีกแม้แต่เกมเดียว 

แถมการลงเล่นในลีกสูงสุดเพียงครั้งเดียวของแข้งวัย 22 ปี ก็เป็นตอนที่ย้ายไปเล่นให้ อันเดอร์เลช ในฤดูกาล 2021-2022 ส่วนที่เหลือคือการลงเล่นในเดอะ แชมเปียนชิพ ล้วนๆ 

ส่วน อิปสวิช พวกเขาลงทุนไปกับ จาค็อบ กรีฟส์ และ ดานา โอเชีย 2 ผู้เล่นที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในลีกรอง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยกระดับการเล่นให้เทียบเท่ากับลีกสูงสุดได้อยู่ดี 

นี่ยังไม่นับการไปดึงตัว อาริยาเนจ์ มูริค ที่เต็มไปด้วยคำถาม เพราะลงเล่นให้ เบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีกไปเพียงแค่ 10 เกมเท่านั้น ทั้งที่ตำแหน่งนี้ ควรจะหาคนที่ไว้ใจได้มากกว่านี้ 

ด้าน เลสเตอร์ อาจจะต้องเรียกว่าล้มเหลวในการเสริมทัพในแนวหลัง เมื่อพวกเขาได้กองหลังมาเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น โดยคนแรก คาเล็บ โอโคลี เล่นได้เพียงแค่ 12 เกม ก็ได้รับบาดเจ็บ ส่วน โวโย คูลิบาลี ก็ต้องรอจนเดือนมกราคม กว่าจะได้ตัวมาใช้งาน 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ 3 ทีมที่ตกชั้นในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน เสียประตูกันแบบเละเป็นโจ๊ก มากถึง 248 ประตู ต่างจากตอน เดอะ แชมเปียนชิพ ที่เสียประตูรวมกันที่ 161 ประตู ต่างกันถึง 87 ประตู 

ทั้งหมดเหล่านี้คือสิ่งที่ 3 ทีมน้องใหม่ในฤดูกาลนี้ ต้องให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องเฮดโค้ช ที่แม้ว่า ดาเนียล ฟาร์เคอ และ สก็อต ปาร์คเกอร์ จะเคยมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ต้องตัดสินใจได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากจำเป็นต้องปลดออกจากตำแหน่ง 

หรือการเสริมทีม ให้คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ และที่สำคัญคือเรื่องประสบการณ์ เพราะแม้ว่าการซื้อผู้เล่นดาวรุ่งจากทีมใหญ่มาปั้นต่อ อาจจะเป็นเรื่องดี แต่อาจไม่ใช่สำหรับทีมน้องใหม่ ที่การดิ้นรนหนีตกชั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด 

นี่จึงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับ ลีดส์, เบิร์นลีย์ และ ซันเดอร์แลนด์ เพื่อไม่ให้ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา ต้องตกชั้นลงไปทันทีเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Maruak Tanniyom

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ